หน่วยวัดทองคำ และ ตารางน้ำหนักทอง
ทอง 1 บาท หนักกี่กรัม แล้วทำไมคนไทยถึงชั่งทองเป็นบาท รวมหน่วยวัดทองคำทั้งไทยและสากล พร้อมตารางน้ำหนักทองรูปพรรณและทองคำแท่งมาตรฐาน
ราคาทองคำแท่งวันนี้
ขายออก ––,––– ดูราคาล่าสุด ทองคำนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นแร่ธาตุที่มีมูลค่าสูงเพราะมีปริมาณจำกัด แต่หลายท่านอาจเคยได้ยินว่ามีทองที่เป็นสีอื่นๆ อีก เช่น ทองขาว ทองคำดำ เลยอาจเกิดความสงสัยกันว่า ทองมีแบบไหนบ้าง สีทองมีกี่แบบ องค์ประกอบของทองคำแต่ละแบบเป็นอย่างไร เป็นทองชนิดเดียวกันหรือเปล่า วันนี้เรามีคำตอบมาให้ท่านแล้ว
ทองคำที่เราเห็นเป็นสีต่างๆ นั้น จริงๆ แล้วเกิดมาจากการเติม เจือ หรือผสมแร่ธาตุแต่ละชนิดลงไปตามสีที่ต้องการ และตามการใช้งานที่ต้องการ
เราเลยแบ่งประเภทของทองคำออกเป็นสองกลุ่ม คือ แบ่งตามธาตุโลหะเจือที่เติมเข้าไป กับ แบ่งตามการใช้งานจริงทั่วไป

เริ่มจากแผนภูมิสี 3 ธาตุของโลหะเจือ ดังรูป จะมีธาตุอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ ทองคำ Gold (Au), ทองแดง Copper (Cu) และเงิน Silver (Ag) ซึ่งหลักการก็ง่ายๆ เจือเปอร์เซ็นต์ของด้านไหนเยอะ ก็จะได้สีของธาตุนั้นเยอะ แปรผันกันตามเปอร์เซ็นต์ที่เจือ
ทองคำ (Gold) หรือ ทองคำบริสุทธิ์ เป็นทองคำ 99.99% คือธาตุเคมีที่มีหมายเลขอะตอม 79 และสัญลักษณ์คือ Au จะมีสีเหลือง แต่ทองอาจจะเป็นสีอื่นได้โดยการเจือธาตุอื่นลงไปในทองตามสัดส่วนที่ต่างกัน
เช่น ทองคำ 14 ส่วน โลหะเจือ 10 ส่วน จะเป็นทอง 14 กะรัต หรือทองคำ 18 ส่วน โลหะเจือ 6 ส่วน ก็จะเป็นทอง 18 กะรัต ปกติจะแสดงเป็นสัดส่วนแทน เช่น 14/24 เท่ากับ 0.585 (ปัดเศษ) และ 18/24 เท่ากับ 0.750
มีธาตุกว่า 100 ชนิดที่สามารถเจือลงในทองได้ แต่โดยปกติแล้วจะเจือเงินเพื่อให้ทองมีสีขาว เจือทองแดงเพื่อให้ทองมีสีแดง ถ้าผสมทองแดงและเงินในอัตราส่วน 50/50 จะให้โลหะเจือที่มีสีคล้ายทอง
ทองขาว (White Gold) กับ ทองคำขาว (Platinum) หลายท่านอาจสงสัยว่าเป็นทองชนิดเดียวกันหรือเปล่า ที่จริงแล้วเป็นคนละชนิดกัน
ทองคำขาว ภาษาอังกฤษเรียกว่า Platinum ส่วนทองขาว ภาษาอังกฤษเรียกว่า White Gold แต่คนส่วนใหญ่ทั่วไปจะเรียกเหมารวมทองคำขาวว่าเป็นทองขาว เนื่องจากทองขาว หรือ White Gold เป็นที่นิยมมากกว่า Platinum
ในส่วนของ Platinum หรือทองคำขาวนั้น คนจะนิยมเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า แพลตตินั่ม (Platinum) เลย เพื่อความเข้าใจที่ง่ายตรงตัวกว่า และเพราะแพลตตินั่มไม่ใช่ทองคำด้วย
ดังนั้น White Gold หรือทองขาว หมายถึง ทองคำที่เจือโลหะขาวอื่นๆ เช่น แพลเลเดียม หรือนิกเกิล ในการเพิ่มน้ำหนักหรือเพื่อเพิ่มความคงทนจะเจือกับทองแดง เงิน และแพลตตินั่มเอง ดังนั้นทองผสมเงินก็จะเรียกว่า ทองคำขาว (White Gold) นั่นเอง ค่าความบริสุทธิ์มีหน่วยเป็นกะรัต
รู้จักแร่แพลเลเดียม นิกเกิล เพิ่มเติม: แร่แพลเลเดียม แร่นิกเกิล คืออะไร
คุณสมบัติของทองขาว ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของโลหะที่เจือ ซึ่งจะนำไปใช้งานตามแต่ละวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
เช่น โลหะเจือนิกเกิลจะมีคุณสมบัติแข็ง เหมาะสำหรับทำแหวน โลหะเจือแพลเลเดียมจะนุ่มและอ่อน เหมาะสำหรับประดับอัญมณี สีปกติของทองขาวมีสีเทาอ่อน ขึ้นกับโลหะเจือ
ทองคำเขียว (Green Gold) คือ ทองคำโลหะเจือที่สร้างโดยดึงเอาทองแดง Copper (Cu) ออกไป ให้เหลือไว้เพียงแค่ทองคำ Gold (Au) และเงิน Silver (Ag)
ในความเป็นจริงแล้ว สีที่ได้จากวิธีนี้จะออกเป็นแนวเหลืองปนเขียว แต่เราก็เรียกว่า ทองคำเขียว
ส่วนผสมของทองคำเขียว 18 กะรัต หรือ 18K จะประกอบไปด้วยทองคำ 75% และเงิน 25%
อ่านเพิ่มเติม: รู้จักค่าเค (K) Karat ทองคำ
ทองคำสีกุหลาบ (Rose Gold) หรือทองคำชมพู เป็นโลหะที่เจือระหว่างทองคำและทองแดง หรือเจือด้วยแร่เงินด้วย แล้วแต่สูตรของแต่ละเจ้า ด้วยสีที่แดงเรื่อสวยจึงเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หรือเรียกได้อีกสองชื่อด้วยกัน คือ ทองคำชมพู (Pink Gold) และ ทองคำแดง (Red Gold)
ทองสีกุหลาบนี้เคยได้รับความนิยมอย่างมากที่รัสเซียในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ทองรัสเซีย แต่บ้านเรานิยมเรียกกันว่า “นาก”
จะเห็นว่าในบางครั้งเราเรียกชื่อกันสลับบ่อยๆ แต่ในแต่ละชื่อ ทองคำแดง ทองคำสีกุหลาบ ทองคำชมพู ก็มีความต่างอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับทองแดงที่เจืออยู่นั่นเอง
ถ้ามีทองแดงมาก ก็จะมีสีแดงเข้มมาก สีทองคำบริสุทธิ์จะมีสีเหลือง และทองแดงบริสุทธิ์จะมีสีแดงเรื่อๆ
โลหะเจือปกติของทองคำสีกุหลาบ 18 กะรัต จะเป็นทองคำ 75%, ทองแดง 22.25% และเงิน 2.75% ส่วนทองคำแดง 14 กะรัต จะพบในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งมีทองแดง 41.67%
ยังมีทองคำสีกุหลาบอีกแบบหนึ่งที่เป็นเกรดพรีเมียม คือทองคำสีกุหลาบกะรัตสูง หรือรู้จักกันในชื่อ Crown Gold เป็นทอง 22 กะรัต โดยมีทองคำ 91.67% และที่เหลือเจือด้วยเงินหรือทองแดง
โดยสรุปแล้ว ทองคำสีกุหลาบนั้นมาจากการเจือส่วนผสมของโลหะเข้าไปนั่นเอง
ทองคำดำ (Black Gold) เป็นทองคำที่ส่วนมากใช้กันกับเครื่องเพชรพลอย สีทองคำดำสามารถสร้างได้หลายวิธี
ทองคำเทา (Grey Gold) เป็นทองคำที่มีส่วนผสมของโลหะเจือ ได้แก่ เงิน แมงกานีส และทองแดง ลงไปในสัดส่วนเฉพาะของแต่ละเจ้าและสีที่ต้องการ
ทองคำม่วง (Purple Gold) คือโลหะเจือของทองคำและอะลูมิเนียม ซึ่งประกอบไปด้วยทองคำประมาณ 79% จึงสามารถเรียกเป็นทอง 18 กะรัต หรือทอง 18K ได้ (ทอง 18 กะรัต คือ ทองที่มีเปอร์เซ็นต์ 75% – 87.49%)
ทองคำม่วงจะเปราะหรือแตกหักได้ง่ายกว่าโลหะเจือทองคำชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงใช้ทองคำม่วงเป็นตัวเรือนมากกว่าที่จะใช้เป็นเครื่องประดับโดยตรง
ทองคำฟ้า (Blue Gold) เป็นโลหะเจือที่มีสีคล้ายกับทองคำม่วง คุณสมบัติต่างๆ ก็คล้ายกับทองคำม่วง รวมถึงความเปราะด้วย ทองคำฟ้าผสมระหว่างทองคำและอินเดียม
ทองเหลือง (Brass) และทองสัมฤทธิ์ (Bronze) ทองทั้งสองชนิดนี้ไม่มีส่วนผสมของทองคำ มีคำว่าทองแค่ในชื่อเท่านั้น เป็นโลหะที่ใช้ทองแดงเป็นโลหะหลัก (copper base alloys) นอกจากนี้ก็มีโลหะผสมทองแดง – นิกเกิล โลหะผสมทองแดง – อะลูมิเนียม เป็นต้น
ทองเหลือง (Brass) คือโลหะผสมระหว่างทองแดงกับสังกะสี ใช้ทำเครื่องใช้ เครื่องประดับ และงานทางศิลปะ ทองเหลืองที่ใช้งานทั่วไปมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่สามารถแยกออกเป็นประเภทใหญ่ๆ 2 ประเภท คือ ทองเหลืองแอลฟา และทองเหลืองแอลฟา-บีตา (alpha brass, alpha-beta brass)
ทองสัมฤทธิ์ (Bronze) หรือที่เรียกกันว่า สำริด เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงและดีบุก สัมฤทธิ์บางชนิดอาจมีส่วนผสมของสังกะสีหรือตะกั่วปนอยู่ด้วย สัมฤทธิ์นิยมใช้ทำเป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลที่ใช้กันมากในงานอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ตามชนิดและส่วนผสมของสาร คือ

ทองคำ 99.99% หรือเรียกอีกอย่างว่า ทอง 24K เป็นทองที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุด อย่างที่ได้กล่าวไปด้านบน ส่วนใหญ่นำมาทำสร้อยคอ วิธีสังเกตทองชนิดนี้แบบง่ายๆ ก็คือ ถ้าเป็นสร้อยคอกับแหวน จะมีรอยปั๊มว่า 99.99 ที่ปลายสร้อยหรือแหวน
ทอง 96.5% ในไทยจะเรียกกันว่า ทอง 100% ไทย ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสมาคมค้าทองคำของไทย โดยจะมีส่วนผสมของทองอยู่ที่ 96.5% มีความบริสุทธิ์ของทองน้อยกว่าทอง 99.99% เพียงเล็กน้อย ตัวสีของทองจะออกเหลืองกว่าสีของทอง 99.99% วิธีสังเกตทองชนิดนี้แบบง่ายๆ ก็เหมือนทอง 99.99 คือให้ดูรอยปั๊มว่า 96.5 ที่ปลายสร้อยหรือแหวน เป็นต้น
ทอง 90% ทองชนิดนี้จะนำมาทำเป็นจิวเวลรี่ เช่น แหวน เข็มกลัด เพราะความแข็งของทองที่ผสมในปริมาณน้อยลงเหลือ 90% จะมีเนื้อแข็งขึ้น สามารถตกแต่งทรงได้ ไม่ว่าจะฉลุหรือตะไบ ลักษณะของทองชนิดนี้จะคล้ายกับทอง 96.5% สีจะเหลืองสวย
White Gold (ไวท์โกลด์) ทองขาว ไม่ใช่ทองคำขาวดังที่ได้กล่าวไปข้างบน จะมีส่วนผสมของทอง 75% ผสมกับแพลตตินั่ม (Platinum) ตามสัดส่วนสูตรของแต่ละเจ้า จะได้ออกมาเป็นทองขาว 18K หรือ 75% ทำลวดลายได้ง่าย เนื่องจากทองขาวที่ผสมออกมามีความแข็ง
Platinum ทองคำขาว 100% นิยมนำไปทำแหวนเพชร เนื่องจากมีความแข็งแรง ทำให้ยึดเกาะกับเพชรได้ดี จึงมีราคาค่อนข้างสูง การทำลวดลายทำได้ยากเนื่องจากมีความแข็ง
พิงก์โกลด์ (Pink Gold) หรือ โรสโกลด์ (Rose Gold) ดังที่ได้กล่าวไปข้างบน คือทองผสมกับแร่ ส่วนมากจะผสมกับอัลลอยพิงก์จากอิตาลีเพื่อให้เกิดสี พิงก์โกลด์จะมีทองผสมอยู่ 75% เป็นทอง 18K ตามสูตรของแต่ละเจ้าและสีที่ต้องการ คุณสมบัติจะเหมือนกับทองขาวทุกอย่าง มีความแข็ง ทำจิวเวลรี่ได้สวยงาม
แหล่งอ้างอิง: วิกิพีเดีย
ทอง 1 บาท หนักกี่กรัม แล้วทำไมคนไทยถึงชั่งทองเป็นบาท รวมหน่วยวัดทองคำทั้งไทยและสากล พร้อมตารางน้ำหนักทองรูปพรรณและทองคำแท่งมาตรฐาน
ทองรูปพรรณที่วางขายในร้านทองแบ่งได้เป็น 6 แบบตามการใช้งาน ส่วนทองคำแท่งมี 2 แบบ คือแท่งหลอมและแท่งปั๊มโลโก้ มาดูว่าแต่ละแบบต่างกันอย่างไร
ซื้อทองรูปพรรณต้องจ่ายค่ากำเหน็จ ซื้อทองคำแท่งบางแบบต้องจ่ายค่าบล็อค สองค่านี้คืออะไร คิดอย่างไร พร้อมตัวอย่างการคำนวณ